Home Knowledges 5 เทคนิคการดูแลรักษารถขนส่งให้อยู่กับเราไปยาวนาน

5 เทคนิคการดูแลรักษารถขนส่งให้อยู่กับเราไปยาวนาน

by Giztix
40 views
5 เทคนิคการดูแลรักษารถขนส่งให้อยู่กับเราไปยาวนาน

สำหรับใครหลายคน รถยนต์นับเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง เมื่อซื้อมาแล้วก็ต้องรัก ต้องหวงเป็นธรรมดา ซึ่งของรักของใครก็อยากให้อยู่กับเราไปนานๆ โดยเฉพาะรถใหญ่ อย่างรถบรรทุก ที่เป็นเหมือนเครื่องมือทำมาหากินไปแล้ว ดังนั้นการดูแลรักษารถเพื่อไม่ให้เสียหายก่อนอายุการใช้งานจึงเป็นสิ่งที่เราควรทำเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการดูแลภายนอกรวมไปจนถึงเครื่องยนต์ ตลอดจนวิธีการขับรถที่ถูกวิธีด้วยเช่นกัน

วิธีดูแลรถบรรทุกแบบมือโปรเพื่อยืดอายุการใช้งาน

1) เช็คลมยางสม่ำเสมอ

รถบรรทุกเป็นยานพาหนะขนาดใหญ่ที่สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่ารถยนต์ทั่วไป ฐานของตัวรถบรรทุกจึงควรได้รับการดูแลรักษามากกว่ารถยนต์ปกติ โดยเฉพาะยาง ดังนั้นการตรวจเช็คลมยางเป็นการดูแลรถที่ง่ายที่สุด โดยสามารถทำได้โดยการสังเกตล้อยางก่อนการออกเดินทาง และเติมลมให้เรียบร้อย โดยลมยางที่เหมาะสมนั้นต้องคำนึงถึงน้ำหนักรถ น้ำหนักสิ่งของที่บรรทุก ความเร็วที่ใช้ และพื้นถนนที่เราต้องวิ่ง เราสามารถเติมลมยางได้ตั้งแต่ 85-100 psi ขึ้นอยู่กับขนาดยาง หากอยู่ที่ตำแหน่งพ่วงหรือล้อลากที่ต้องรับน้ำหนักการบรรทุกเยอะๆ ให้เพิ่มแรงดันเป็น 100-125 psi ตามขนาดยาง และยังสามารถเติมลมยางได้มากกว่า 130 psi ในยางขนาดที่ใหญ่มากๆ 

2) เติมน้ำฉีดกระจกปัดน้ำฝน

หลายครั้งเรามักจะละเลยการเติมน้ำฉีดกระจกปัดน้ำฝน แต่ในบางครั้งที่เราต้องฉีดน้ำล้างกระจกกลับเป็นสิ่งที่เราทำบ่อย ดังนั้นควรตรวจที่ปัดน้ำฝนและกระจกปัดน้ำฝนเดือนละครั้ง ซึ่งวิธีการเช็คไม่ยาก เพียงแค่สังเกตสัญลักษณ์ที่ปัดน้ำฝนในห้องเครื่องรถบรรทุกเพื่อหาถังน้ำฉีดกระจก จากนั้นก็เติมน้ำสะอาดลงไปให้ถึงขีดที่กำหนด เพียงเท่านี้ ถือเป็นอีกวิธีดูแลรถบรรทุกที่เราทำกันได้ง่าย

3) ตรวจหม้อน้ำ

การตรวจสอบหม้อน้ำ ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนมีรถที่ต้องหมั่นตรวจสอบอยู่เป็นประจำ ไม่เพียงแต่รถบรรทุกเท่านั้น แม้แต่รถยนต์ทั่วไปก็ควรตรวจสอบเป็นประจำเช่นเดียวกัน เพื่อให้แน่ใจว่าหม้อน้ำของรถอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อยู่เสมอ เราสามารถที่จะเติมน้ำสะอาดลงไปในหม้อน้ำจนถึงขีดที่กำหนด ซึ่งควรตรวจเช็คในขณะที่เครื่องเย็น (ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำตอนเครื่องร้อนเด็ดขาด) วิธีเช็คก็ง่ายๆครับ แค่เปิดฝาหม้อน้ำดู แล้วสังเกตปริมาณระดับน้ำในหม้อน้ำ ซึ่งน้ำจะต้องเต็ม หากตรวจเช็คแล้วพบว่าปริมาณน้ำลดลงไป ก็จัดการเติมน้ำยาหล่อเย็นให้เต็มและให้สังเกตสีของน้ำยาหล่อเย็นของเดิมที่อยู่ในหม้อน้ำ หากสีเปลี่ยนไปจากเดิมเช่น น้ำเริ่มเป็นสีสนิม ก็ควรเข้าศูนย์บริการ เพื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็น

4) เช็คลมยางอะไหล่

ยางอะไหล่รถเป็นอีกอุปกรณ์ที่เราต้องมีติดรถเอาไว้ตลอดเวลา ยางอะไหล่นั้นจะถูกเก็บไว้เพื่อรอการใช้งาน เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้งานยางอะไหล่จะต้องพร้อมอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อวันเวลาผ่านไปลมที่อยู่ภายในยางอะไหล่จะถูกคายออกทีละน้อยตลอดเวลา เราจึงควรตรวจเช็คยางอะไหล่อย่างน้อยเดือนละครั้ง และเติมลมยางให้มากกว่าปกติไว้เล็กน้อย สำหรับยางอะไหล่ที่ถูกเก็บไว้เป็นระยะเวลาเกิน 5 ปี  ควรที่จะต้องตรวจสอบให้ดียิ่งขึ้น และไม่ควรนำมาใช้ในระยะทางไกลเกินคู่มือกำหนด

5) เช็คน้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องคือส่วนสำคัญที่หล่อลื่นให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างราบลื่น ผู้ใช้รถทุกท่านควรหมั่นตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ วิธีเช็คน้ํามันเครื่อง เพื่อให้มั่นใจว่ามีปริมาณน้ำมันเพียงพอสำหรับหล่อลื่นให้กับเครื่องยนต์ทั้งระบบ สำหรับวิธีตรวจเช็คน้ำมันเครื่องไม่ยากสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพียงแค่ใช้อุปกรณ์ เช่นเศษผ้าหรือกระดาษทิชชู่เท่านั้นข้อสำคัญ ต้องทำในขณะที่เครื่องยังร้อนหรือมีอุณหภูมิที่ยังคงอุ่นอยู่ โดยให้ตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่องหลังจากดับเครื่องประมาณ 1-3 นาที เพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับลงสู่อ่างน้ำมันเครื่องด้านล่างให้เรียบร้อยก่อน ถ้าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่างขีด F กับ L หรือ Max กับ Min แสดงว่าน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับปกติ ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป

นอกจากนี้สำหรับคนที่จะออกรถบรรทุกใหม่หรืออยากหันมาใช้งานรถบรรทุก เราก็ยังมีวิธีตรวจเช็คสภาพรถก่อนออกใหม่ ทั้งมือ1 และ มือ2  ขึ้นเชื่อว่ารถใหม่ หลายท่านที่จะซื้อรถบรรทุกกันต้องใช้เงินเป็นล้านเพื่อประกอบธุรกิจของท่านแต่เมื่อลงทุนไปแล้วก็สมควรได้รถที่สมบูรณ์ไปใช้งานเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด เราจึงมาแนะนำเพื่อลดปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นหลังได้รับรถไปแล้ว เราจึงมีขั้นตอนการเช็คสภาพรถดังนี้

 ขั้นตอนที่1  ตรวจสอบตัวถัง
ยืนหันหน้าเข้าหน้ารถและเปิดชุดฝากระโปรงหน้ารถเพื่อตรวจเช็ค

  • กรองอากาศภายใน(กรองแอร์) ,ตรวจเช็คว่ามีครบหรือไม่และตรวจดูว่าเป็นของใหม่หรือไม่
  • น้ำฉีดกระจกว่าอยู่ในระดับ MIN-MAX หรือไม่
  • ตรวจเช็คน้ำมันครัทช์ว่าอยู่ในระดับ MIN-MAX หรือไม่

ขั้นตอนที่2  เช็คระบบไฟฟ้าแสงสว่าง
ตรวจเช็คไฟหน้ารถว่าติดทุกดวงหรือไม่ โดยเฉพาะ

  • ไฟสูง ไฟหน้า และไฟหรี่ เปิดติด ปิดดับ สว่างชัดเจน
  • ไฟเลี้ยวใช้ได้ทั้ง 2 ข้าง
  • ไฟเบรคใช้งานได้
  • ไฟถอยหลัง

ขั้นตอนที่3  ตรวจเช็คกลไกขับเคลื่อน

  • เครื่องยนต์เดินเรียบ
  • ความร้อนไม่ขึ้นสูง
  • เข้าเกียร์ได้ครบ
  • เกียร์ไม่หลวม, ไม่มีเสียงดังเวลาเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่ง
  • พวงมาลัยไม่มีเสียงดังเวลาเลี้ยว
  • เวลาปล่อยมือแล้วรถไม่เอียง
  • คลัทช์ไม่แข็งหรือระยะตื้นจนเกินไป

ขั้นตอนที่4  เช็คสภาพยางและล้อ
ตรวจเช็คล้อและยางว่าเป็นยางที่ระบุบในสเปครถหรือไม่

  • เนื้อยางยังนิ่มอยู่พอสมควร / ปียางที่ผลิต / รอยวิ่งของยาง
  • ล้อมีรอยบิ่นหรือไม่ / Mag เก่า ใหม่
  • แม่แรง / ล้ออะไหล่ / ประแจ / เครื่องมือประจำรถครบหรือไม่

ขั้นตอนที่5  ก้มดูเฟืองท้ายว่ามีน้ำมันเยิ้มหรือไม่ ,มีคราบสนิมหรือไม่

ขั้นตอนที่6  ตรวจเช็คน้ำมันเบรกว่าอยู่ในระดับ MIN-MAX หรือไม่ และตรวจความชื้นในถังลมโดยการดึงวาล์วระบายน้ำทิ้งเข้าหาตัวจนไม่มีละอองน้ำออกมา ,ตรวจเช็คแบตเตอร์รี่ว่ามีสภาพใหม่พรือไม่

ขั้นตอนที่7  ตรวจสอบถังน้ำมันว่ามีสภาพใหม่ไม่มีรอยบุบ ,ไม่มีคราบน้ำมันเยิ้มออกมาเพราะอาจมีอะไรมากระแทกตอนนำรถไปต่อตัวถังขึ้นได้

ขั้นตอนที่8  ระบบปรับอากาศ
ตรวจเช็คกรองอากาศว่ามีสภาพใหม่หรือไม่โดยรถบรรทุกทุกคันจะมีกรองอากาศซ้อนกัน 2 ชั้นควรถอดชั้นนอกซึ่งเป็นกรองกระดาษออกมาเพื่อเช็คดูว่าลูกในซึ่งมีลักษณะเป็นฟองน้ำมีหรือไม่และสภาพใหม่หรือไม่

ขั้นตอนที่9 ตรวจเช็คกระจกทุกบาน

  • กระจกทุกบานขึ้นลงได้สุดหรือไม่ (ถ้าเป็นกระจกไฟฟ้าควรดูเป็นพิเศษ)
  • กระจกมีรอยร้าวกกะเทาะหรือไม่อาจจะนําไปสู่การแตกง่ายในอนาคต
  • ลวดละลายฝ้ากระจกหลังยังใช้ได้อยู่หรือไม่
  • ยางปัดนํ้าฝนต้องเปลี่ยนหรือไม่
  • ที่ปัดนํ้าฝนยังใช้งานได้ดี
  • ที่ฉีดนํ้าล้างกระจกยังใช้งานได้ดี
  • กระจกมองข้างปรับได้ตามปกติ / พับยังไง ให้แสดงให้ดู

ขั้นตอนที่10  เปิดประตูขึ้นไปนั่งฝั่งคนขับแล้วตรวจเช็คดังนี้

  • ตรวจเช็คความเรียบร้อยในห้องโดยสาร
  • บิดกุญแจในตำแหน่ง ON ตรวจเช็คสัญญาณไฟบนหน้าปัทม์ว่ามีส่วนไหนเตือนผิดปกติหรือไม่
  • ตรวจดูหนังสือคู่การใช้รถ ,สมุดรับประกัน ,สมุดแคมเพจ์น
  • แม่แรงพร้อมด้าม
  • บล็อกถอดล้อ พร้อมด้าม
  • เครื่องมือประจำรถ 1 ชุด

การหมั่นตรวจเช็ครถเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นประโยชน์กับรถของคุณ ไม่ว่าคุณจะใช้รถคันเดิมต่อไป หรือต้องการขายเพื่อให้ได้ราคาที่ดีการตรวจเช็ค 10 จุด ที่ศูนย์บริการรถยนต์บ๊อชนั้น สามารถในการรับประกันความปลอดภัยในการขับขี่ และให้คุณมั่นใจว่ารถของคุณอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานในทุกๆ วัน เพราะเราใช้เครื่องมือตรวจวิเคราะห์ที่ทันสมัย เพื่อหาข้อบกพร่องต่างๆ ซึ่งการตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ร่วมใช้ท้องถนน และช่วยป้องกันปัญหารถเสียที่ไม่คาดคิดทั้งนี้นอกจากจะช่วยไม่ให้รถของเราเสื่อมสภาพเร็วกว่าอายุการใช้งานแล้ว ยังเป็นอีกวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุทั้งต่อตัวเราและเพื่อนร่วมทางด้วย

อ้างอิงจาก : .isuzu-phranakorn, supertruckthailand.

You may also like

Leave a Comment