Home Knowledges 5 ข่าวดังระดับโลก ในปี2562

5 ข่าวดังระดับโลก ในปี2562

by Giztix
454 views
5 ข่าวดังระดับโลก ในปี2562

ในทุกๆ ปี มักจะเกิดข่าวใหญ่ที่ทั่วทั้งโลกให้ความสนใจและเฝ้าติดตามกันอย่างมาก โดยในปี 2562 นี้ก็มีเหตุการณ์สำคัญๆเกิดขึ้นมากมาย ทาง GIZTIX จึงได้รวบรวมเอา 5 เหตุการณ์ที่สร้างผลกระทบต่อโลก หรือสร้างผลกระทบต่อจิตใจผู้คนมาให้ได้อ่านกันครับ

อันดับที่ 5 : ฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบทั่วโลก

ฝุ่น PM2.5 ที่ได้สร้างผลกระทบมากมายต่อประเทศไทยรวมทั้งนานาประเทศทั่วโลก PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ถ้าเทียบกันง่ายๆ ก็คือมีขนาดประมาณ 1 ใน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผม และขนจมูกของมนุษย์ที่ไม่สามารถกรองได้ จึงสามารถแพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด และแทรกซึมสู่กระบวนการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้อย่างง่ายดาย เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังและมะเร็ง ตามคำเตือนขององค์การอนามัยโลกในปี 2562 มีค่าฝุ่น PM2.5 นี้เกินมาตราฐาน และเป็นโทษต่อร่างกาย

ซึ่งปัจจุบันปัญหาฝุ่น PM2.5 ก็ใช่ว่าจะหมดหายตายจากโลกของเรา ตามประเทศต่างๆก็พยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีต่างๆ อาทิ การสร้างเครื่องฟอกอากาศขนาดยักษ์ของฮ่องกง การใช้โดรนพ่นสารกำจัดหมอกควัน หรือติดสปริงเกอร์ขนาดยักษ์ ของประเทศจีน หรือจัดให้มีบริการขนส่งฟรีในช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อช่วยลดปริมาณใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและ การจำกัดการใช้รถรุ่นเก่า ของประเทศเกาหลีใต้ เป็นต้น ซึ่งการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ของแต่ละประเทศนั้น ดูเหมือนจะช่วยลดปริมาณฝุ่นได้เพียงชั่วคราวแต่ในระยะยาว เราทุกคนทั่วทั้งโลกคงต้องช่วยกันให้มากขึ้น

ที่มา mgronline, thestandard

อันดับที่ 4: เดินขบวนประท้วงปัญหาโลกร้อน

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการจัดประชุมระดับผู้นำที่ว่าด้วยเรื่องการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ มีสาวน้อยคนหนึ่งนามว่า เกรตา ธันเบิร์ก​ (Greta Thunberg) นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม วัย 16 ปี ชาวสวีเดน ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยถ้อยคำของเธอ สามารถเข้าถึงความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากจนเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก เรื่องราวของเธอกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ออกมาต่อสู้เพื่ออนาคตของโลกใบนี้ ซึ่งหมายรวมถึงอนาคตของพวกเราทุกคนและคนรุ่นต่อๆ ไป จนทำให้แคมเปญ Fridays For Future ของเธอที่นัดหยุดเรียนวันศุกร์และออกไปเดินขบวนประท้วงได้รับแรงสนับสนุนเป็นอย่างมาก

“ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ” นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังยังชื่นชมพร้อมยกให้ “เกรตา ธันเบิร์ก” เป็นผู้นำแห่งยุค โดยเขากล่าวว่าไม่บ่อยครั้งนักในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่เสียงของใครบางคนจะถูกขยายและกระจายเป็นวงกว้าง ธันเบิร์กคือหนึ่งในผู้นำของยุคสมัยนี้ นอกจากนี้ นิตสารไทม์(TIME) ซึ่งเป็นนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศให้เกรตา ธันเบิร์ก เป็นบุคคลแห่งปีประจำปี 2019 ควบตำแหน่งบุคคลแห่งปีที่มีอายุน้อยที่สุดนับตั้งแต่นิตยสารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาเริ่มธรรมเนียมเลือกบุคคลที่ทรงอิทธิพลในแต่ละปี เมื่อปี 2470 หรือเมื่อ 92 ปีก่อน

อันดับที่ 3: ไฟไหม้ป่าอเมซอนและออสเตรเลีย

ปัญหาไฟป่าในอเมซอนเกิดจากสาเหตุที่ประธานาธิบดีของประเทศบราซิล นาย Jair Bolsonaro ออกนโยบายรัฐเพื่ออนุญาตให้ภาคเอกชนของประเทศบราซิลมีสิทธิเสรีในการลุกล้ำพื้นที่เขตป่า Amazon เพื่อเข้าไปใช้ทรัพยากรภายในเขตป่า Amazon และลดความสำคัญในการอนุรักษ์พื้นที่ป่า Amazon ลงไป ส่งผลให้มีการถางพื้นที่ ตัดไม้ทำลายป่า 1 ในนั้นคือการ “เผา” และลามมาเป็นไฟป่าต่อมา จากเหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ขณะที่สังคมออนไลน์ได้พากันติดแฮชแท็ก #PrayforAmazonas และ #PrayforAmazonia จนกลายเป็นแฮชแท็กฮิตติดเทรนด์ในโซเชียลมีเดีย มีการประเมินพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดว่าอยู่ที่ 2.5 ล้านตารางกิโลเมตร จากเนื้อที่ป่าทั้งหมดราวๆ 5.5 ล้านตารางกิโลเมตร ครอบคลุมกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศบราซิล และส่วนที่เหลือนั้นอยู่ในอีก 8 ประเทศใกล้เคียง ด้วยความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพต้นไม้หลายพันล้านต้นในป่าอเมซอน จึงทำหน้าที่หลักเสมือนปอดของโลกที่ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาลเอาไว้ ไม่ให้หลุดออกไปสู่ชั้นบรรยากาศโลก ขณะเดียวกัน ผืนป่าแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่ผลิตออกซิเจนถึงราว 22% ให้แก่ชาวโลกด้วย

และอีก 1 เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในเวลาที่ไม่ต่างกันนัก ก็คือไฟป่าที่ลุกลามทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงและกระแสลมที่พัดแรงขึ้น รวมทั้งใกล้เข้าสู่ฤดูร้อนของออลเตรเลียในเดือน ธ.ค.ไฟลุกลามเป็นระยะทางเกือบ 3,000 ตารางกิโลเมตร ในรัฐวิคตอเรีย รัฐนิวเซาท์เวล  และเซาท์ออสเตรเลียมียอดผู้เสียชีวิตคาดว่าอาจจะถึง 230 ราย  บ้านเรือนถูกทำลายมากกว่า 700 หลังคาเรือน นับว่าเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ 

ที่มา : spaceth, thestandard, news.mthai

อันดับที่ 2: การจบชีวิตตัวเองของดาราหลายท่านจากภาวะโรคซึมเศร้า

ในปี 2562 นี้มีดาราหลายๆท่านทั้งในประเทศไทยเองและต่างประเทศ ได้ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง เนื่องจากมีภาวะซึมเศร้าทำให้หลายคนทั่วโลกต่างตระหนักถึงความรุนแรงของโรคนี้และหันมาให้ความสนใจกับโรคนี้มากขึ้น คนแรกเป็น “จอนมีซอน” นักแสดงชื่อดังชาวเกาหลีใต้ ถูกพบว่าเสียชีวิตในห้องพักในโรงแรมแห่งหนึ่งของเมืองจอนจู เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยมีอายุ 50 ปี โดนต้นสังกัดออกมายืนยันว่าเสียชีวิตเพราะภาวะโรคซึมเศร้า ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา “เหม ภูมิภาฑิต” นักแสดงและพิธีกรของประเทศไทย เลือกจบชีวิตด้วยการใช้ผ้าผูกคอตัวเองภายกับราวระเบียงห้องพักภายในคอนโดห้องพักด้วยภาวะโรคซึมเศร้า
อีกคนที่ถึอเป็นข่าวช็อควงการบันเทิงไทยเกาหลีใต้เลยทีเดียว นั่นก็คือนักร้องสาว ซอลลี่ (Sulli) อดีตนักร้องเกิล์กรุ๊ปวง f(x) ถูกพบว่าเสียชีวิตในบ้านพักของเธอ ตามเวลาประเทศเกาหลีในช่วงบ่ายของวันที่ 14 ตุลาคม 2562 โดยที่ตอนนี้ทางตำรวจตำรวจเกาหลีใต้ ยืนยันการเสียชีวิตของซอลลี่ มาจากการฆ่าตัวตาย ด้วยการแขวนคอในบ้านพัก โดยมีสาเหตุจากเธอมีอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรงนั่นเอง ต่อมาไม่นานนักร้องสาว คูฮาร่าจากอดีตสมาชิกวง KARA วัย 28 ปี ถูกพบเสียชีวิตอยู่ภายในบ้านพักย่านชองดัมดง เบื้องต้นทางต้นสังกัดยังไม่มีรายงานถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น แต่คาดว่าน่าเกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย เพราะ ‘คูฮารา’ มีชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหา และทราบว่าเธอมีอาการของโรคซึมเศร้าคอยตามหลอกหลอนด้วย อีกทั้งในเดือนพฤษภาคม 2562 เธอเคยก่อเหตุรมควันในบ้านพัก หวังฆ่าตัวเองตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งคราวนั้นผู้จัดการส่วนตัวได้ช่วยเหลือทัน และล่าสุดโรคซึมเศร้าก็ได้พรัดพรากนักร้องไทยไปอีกราย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 พ.ย.2562  โดยมีรายงานว่า “ภูริวัฒน์ สุวรรณมณี” หรือ คิว นักร้องนำวง FridayNight to Sunday เจ้าของเพลงดัง “ห้องนอน” เสียชีวิตจากสาเหตุผูกคอตายหลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามานาน

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคนบันเทิงที่ต้องจบชีวิตด้วยโรคซึมเศร้าภายในปีนี้เท่านั้น ยังมีคนบันเทิงและนอกวงการป่วยโรคนี้ และพยายามต่อสู้กับมันอยู่อีกหลายคน ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้เป็นกลุ่มที่ต้องการกำลังใจและความเข้าใจจากคนรอบข้างเป็นอย่างมากเพื่อเป็นแรงบันดาลใจของการมีชีวิตอยู่ต่อไป เราทุกคนสามารถสังเกต 5 สัญญาณในโซเชียลที่สามารถเห็นเพื่อนหรือ คนใกล้ชิด โพสต์ข้อความทำนองนี้ให้ระมัดระวัง เช่น การสั่งเสีย เช่น ขอบคุณ ขอโทษ ลาก่อน โพสต์หรือเขียน ทำนองว่า ไม่อยากอยู่อีกต่อไปแล้ว เรื่องความเจ็บปวด ทรมาน โพสต์ความรู้สึกผิด หมดหวังในชีวิต และพสต์เป็นภาระผู้อื่น หรือรู้สึกไร้ค่า และหากพบผู้ที่มีพฤติกรรมและอารมณ์ที่กล่าวมา ขอให้รีบเข้าไปพูดคุย รับฟัง และให้ความช่วยเหลือ

ที่มา : tnnthailand, news.mthai, thairath

อันดับที่ 1: วิกฤตฮ่องกง! ประท้วงยืดเยื้อนานกว่า 6 เดือน

จากการประท้วงร่างกฎหมาย “ส่งผู้ร้ายข้ามแดน” จากคดี “ฆาตกรรม” คดีหนึ่ง สู่การประท้วงต่อต้านการร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนของชาวฮ่องกงที่มีผู้ออกมาประท้วงถึง 1 ล้านคน การประท้วงที่กินเวลายาวนานกว่า 6 เดือน และดูเหมือนว่าจะยังไม่จบลงง่ายๆ

การประท้วงต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนของชาวฮ่องกงนั้น เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2562 ในครั้งนั้นมีผู้ประท้วงประมาณพันคน จากหลักพันเป็นหลักหมื่น เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นหลักแสน และในวันที่ 16 มิถุนายน 2562 ถือเป็นวันที่มีคนออกมาประท้วงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม นางแคร์รี หล่ำ ผู้บริหารสูงสุดของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Chief Executive of Hong Kong Special Administrative Region) มองว่าการปรับแก้กฎหมายฉบับนี้จะช่วยปิดช่องว่างทางกฎหมายและส่งเสริมให้ฮ่องกงเป็นเมืองที่ปลอดจากอาชญากรข้ามชาติ หากย้อนดูความเสียหายเบื้องต้นที่ปรากฏในสื่อต่างๆ ก็พบว่าสถานที่ที่ได้รับผลกระทบมีทั้ง สำนักงานภาครัฐ สภานิติบัญญัติ ย่านธุรกิจต่างๆ ที่เป็นห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟใต้ดิน สนามบินที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะมีการยกเลิกเที่ยวบินถึง 200 เที่ยว ธนาคารจีน อาคารแบงค์ออฟไชน่าถูกเผา รวมถึงมหาวิทยาลัยที่ถูกตั้งเป็นสนามรบ รวมถึงความเสียหายในบริษัทบางแห่งเพราะผู้ประท้วงนัดกันหยุดงาน โดยประเมินความเสียหายทางธุรกิจ มูลค่าสูงถึง 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้ว่าช่วงเดือนธันวาคมการชุมนุมประท้วงเริ่มลดระดับความรุนแรงลง แต่ก็ยังคงมีชาวฮ่องกงประมาณ 800,000 คนเดินขบวนไปตามถนนอย่างสันติเพื่อแสดงพลังแต่ความโกรธของสาธารณชนยังคงอยู่ ในขณะที่รัฐบาลกลางที่ปักกิ่งและแคร์รี่หลั่ม ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงไม่แสดงอาการว่าจะยอมอ่อนข้อให้ฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย แม้อีกฝ่ายจะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาก็ตาม ซึ่งการเลือกตั้งในครั้งนั้นมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก คิดเป็น 71 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง 4.1 ล้านคนทั่วทั้งเกาะ

You may also like

Leave a Comment